• BLC
  • BLC
Statement of Faith
Written by WebMaster    Saturday, 18 July 2009 17:27    PDF Print E-mail
Statement of Faith
Minimize

 หลักข้อเชื่อ

รากฐานความเชื่อของคริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ
พระค ริสตธรรมคัมภีร์เป็นบรรทัดฐานที่สมบูรณ์เพียงพอทุกประการสำหรับความเชื่อและ การปฏิบัติของเรา หลักข้อเชื่อฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพื้นฐานของการสามัคคีธรรมระหว่าง เราทั้งหลาย (กล่าวคือเพื่อให้เราทุกคนสอนเหมือนกันหมด - 1โครินธ์ 1:10, กิจการ 2:24) ถ้อยคำที่ใช้ในหลักข้อเชื่อฉบับนี้ไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเราจะไม่ต่อสู้ยืนยันว่าต้องเขียนตามนี้เท่านั้นจึงจะถูกต้อง แต่เราถือว่าความจริงที่อยู่ในหลักข้อเชื่อฉบับนี้เป็นสาระสำคัญของงานรับ ใช้แห่งข่าวประเสริฐที่สมบูรณ์ หลักข้อเชื่อฉบับนี้ไม่ได้บรรจุความจริงทุกประการที่มีอยู่ในพระคริสตธรรม คัมภีร์ แต่ครอบคลุมเฉพาะหลักคำสอนพื้นฐานที่เป็นความจำเป็นของเราเท่านั้น
1. พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า
ถ้อยคำ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่เป็นถ้อยคำ ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นการสำแดงของพระเจ้าต่อมนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นบรรทัดฐานอันทรงไว้ซึ่งความไม่ผิดพลาด และสิทธิอำนาจในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อและความประพฤติ (2 ทิโมธี 3:15-17, 1 เธสะโลนิกา 2:13, 2 เปโตร 1:21)
 
 
2. พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว
             พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้ทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงดำรง พระชนม์อยู่โดยพระองค์เองตลอดชั่วนิรันดร์ ทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทรงเป็นพระผู้ไถ่ของมนุษย์ทั้งปวง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตรีเอกานุภาพ คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4, อิสยาห์ 43:10-11, มัทธิว 28:19, ลูกา 3:22)
แก่นแท้ของพระเจ้าซึ่งสมควรแก่การสักการะบูชา
2.1 คำจำกัดความ
ถึงแม้ คำว่า “ตรีเอกานุภาพ” และคำว่า “บุคคล” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้านั้นจะไม่ปรากฏในพระคริสตธรรม คัมภีร์เลยก็ตาม แต่ถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำที่สอดคล้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ เป็นถ้อยคำที่เราใช้ในการสื่อสารให้คนอื่นทราบถึงความเข้าใจของเราในหลักคำ สอนเรื่องพระคริสต์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้าที่แตกต่างจาก พระอื่น ๆ ที่มีมากมาย เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้อย่างเหมาะสมว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงเป็น พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวผู้ทรงเป็นตรีเอกานุภาพ หรือกล่าวได้ว่าพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นสามบุคคล และคำพูดดังกล่าวสอดคล้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ (ตัวอย่าง มัทธิว 28:19, 1 โครินธ์ 13:14, ยอห์น 14:16-17)
2.2 ความแตกต่างและความสัมพันธ์ในแก่นแท้ของพระเจ้า
            พระเยซูคริสต์ทรงสอนถึงความแตกต่างกันระหว่างบุคคลต่าง ๆ ในแก่นแท้ของพระเจ้า โดยพระองค์ได้ทรงกล่าวถึงด้วยถ้อยคำที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อย่างเฉพาะ เจาะจงว่าทรงเป็นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่รูปแบบของความแตกต่างและความสัมพันธ์นี้อยู่นอกเหนือการวิเคราะห์และความ เข้าใจของมนุษย์ ทั้งนี้ก็เพราะพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้พยายามชี้แจงเหตุผลไว้ (ลูกา 1:35, 1 โครินธ์ 1:24, มัทธิว 11:25-27; 28:19, 2 โครินธ์ 13:14, 1 ยอห์น 1:3-4)
2.3 ความเป็นเอกภาพในแก่นแท้เดียวของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
           
เพราะฉะนั้น จึงมีอะไรบางอย่างในพระบุตรที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระบุตรและไม่ใช่พระบิดา และมีอะไรบางอย่างในพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณ บริสุทธิ์และไม่ใช่พระบิดาหรือพระบุตร ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงเป็นผู้กำหนด พระบุตรทรงเป็นผู้ที่ให้กำเนิด และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ผดุงรักษาไว้ เพราะว่าทั้ง 3 บุคคลในแก่นแท้ของพระเจ้านี้ทรงอยู่ในสถานภาพที่เป็นเอกภาพ ดังนั้นจึงมีพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดเพียงพระองค์เดียว (ยอห์น 1:18; 15:26; 17:11,21, เศคาริยาห์ 14:9)
2.4 ความเป็นปัจเจกบุคคลและความร่วมมือในแก่นแท้ของพระเจ้า
            พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เหมือนกันในความเป็นบุคคล ไม่สับสนกันในความสัมพันธ์ ไม่แบ่งแยกกันในแก่นแท้ของพระเจ้า และไม่ต่อต้านกันในความร่วมมือต่อกัน ในด้านความสัมพันธ์กันนั้น พระบุตรทรงสถิตอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงสถิตอยู่ในพระบุตร ในด้านสิทธิอำนาจนั้น พระบิดาไม่ได้มาจากพระบุตรแต่พระบุตรมาจากพระบิดา ในด้านธรรมชาติความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และสิทธิอำนาจ พระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดาและพระบุตร ดังนั้นไม่มีบุคคลใดในแก่นแท้ของพระเจ้าที่ดำรงอยู่หรือทำการต่างหากอย่าง อิสระจากบุคคลอื่น (ยอห์น 5:17-30, 32, 37; 8:17, 18)
2.5 พระนาม “พระเยซูคริสต์เจ้า”
            พระนาม พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นวิสามานยนาม พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่เคยใช้คำนี้ในการเรียกพระบิดาหรือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นพระนามนี้จึงเป็นพระนามของพระบุตรของพระบิดาแต่ผู้เดียวเท่านั้น (โรม 1:1-3, 7, ยอห์น 3)
 2.6 พระนาม “ อิมมานูเอล ”
            ในธรรมชาติของความเป็นพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ของพระเยซูคริสต์ เจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวอันแท้จริงของพระบิดา แต่ในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้น ทรงเป็นบุตรมนุษย์อย่างแท้จริง ดังนั้นพระเยซูจึงได้รับการยอมรับว่าทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ พระองค์จึงเป็น “ อิมมานูเอล ” ซึ่งมีความหมายว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา (มัทธิว 1:28, 1 ยอห์น 4:2, 10,14, วิวรณ์ 1:13,17)
2.7 พระนาม “ พระบุตรของพระเจ้า ” และ “บุตรมนุษย์”
            ในเมื่อพระนามอิมมานูเอลเป็นนามที่แสดงถึงการรวมธรรมชาติพระเจ้าและธรรมชาติ มนุษย์ไว้ในบุคคลเดียวกันคือ พระเยซูคริสต์เจ้า สิ่งที่ตามมาก็คือ พระนาม “ พระบุตรของพระเจ้า ” บรรยายถึงความเป็นพระเจ้าแท้ของพระองค์ และพระนาม “ บุตรมนุษย์ ” บรรยายถึงความเป็นมนุษย์แท้ของพระองค์ เหตุฉะนั้น พระนามพระบุตรของพระเจ้าจึงเป็นพระนามที่กล่าวถึงสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วนิรัน ดร์ และพระนามบุตรมนุษย์ จึงเป็นพระนามที่กล่าวถึงสิ่งที่ดำรงอยู่ในความจำกัดของกาลเวลา (มัทธิว 1:21-23, 2 ยอห์น 3:1,8, ฮีบรู 7:3; 11:1-3)
2.8 การล่วงละเมิดเรื่องคำสอนเกี่ยวกับพระคริสต์ 
พระเยซูคริสต์ไม่ได้รับ พระนามว่า “พระบุตรของพระเจ้า” เพราะการเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์และความสัมพันธ์ของพระองค์ต่อแผนการแห่ง การไถ่บาปเท่านั้น การเชื่ออย่างนั้นก็เท่ากับได้ปฏิเสธว่าพระบิดาทรงเป็นพระบิดานิรันดร์อย่าง แท้จริงและการปฏิเสธว่าพระบุตรทรงเป็นพระบุตรนิรันดร์อย่างแท้จริง จึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธความแตกต่างและความสัมพันธ์ในแก่นแท้ของพระเจ้า เป็นการปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร และเป็นการนำสิ่งอื่นมาแทนที่สัจจธรรมที่ว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมารับสภาพ เป็นมนุษย์ (2 ยอห์น 9, ยอห์น 1:1-2, 18, 29, 49; 2:22; 23:1-5, ฮีบรู 12:2)
 
 
2.9 การเชิดชูพระเยซูคริสต์ขึ้นเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
            หลังจากที่พระเยซูคริสต์เจ้าของเราผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าได้ทรงชำระล้าง ความบาปของเราด้วยพระองค์แล้ว พระองค์ได้ทรงประทับ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้สูงส่ง เหล่าฑูตสวรรค์และศักดิเทพและเทพผู้ครองล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้อำนาจของ พระองค์ทั้งสิ้น หลังจากที่ได้ทรงเป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์แล้ว พระองค์ทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเพื่อเราจะได้คุกเข่าของเราและยอมรับใน พระนามของพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการถวายเกียรติแต่พระเจ้าและพระบิดา จนถึงวาระสุดท้ายเมื่อพระบุตรจะทรงอยู่ใต้พระบิดา เพื่อให้พระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นใหญ่เหนือสิ่งสารพัดทั้งปวง (ฮีบรู 1:3, 1 เปโตร 3:22, กิจการ 2:32-36, โรม 14:11, 1 โครินธ์ 15:24-28)
2.10 พระเกียรติที่เท่าเทียมกันแด่พระบิดา และแด่พระบุตร
            ในเมื่อพระบิดาได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร จึงเป็นหน้าที่ที่ชัดเจนของผู้ที่อยู่ในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกที่จะต้อง คุกเข่าต่อพระองค์ และยังเป็นความปิติยินดีอย่างยิ่งที่จะกล่าวได้ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า พระบุตรทรงมีพระลักษณะทั้งปวงของพระเจ้า ทรงครอบครองพระเกียรติและพระสิริทั้งปวงซึ่งมีอยู่ในพระนามทั้งหมดในแก่นแท้ ของพระเจ้า เราควรถวายเกียรติแด่พระบุตรเช่นเดียวกับที่เราถวายเกียรติแก่พระบิดา (ยอห์น 5:22-23, 1 เปโตร 1:8, วิวรณ์ 5:6-14, ฟิลิปปี 2:8, วิวรณ์ 7:9-10; 4:8-11)
3. ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์        
            พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นพระบุตรนิรันดร์ของพระเจ้า พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวถึง
  1. การประสูติจากหญิงพรหมจารีของพระองค์ (มัทธิว 1:23, ลูกา 1:31-35)
  2.  พระชนม์ชีพที่ปราศจากความบาปของพระองค์ (ฮีบรู 7:26, 1 เปโตร 2:22)
  3.  การอัศจรรย์ของพระองค์ (กิจการ 2.22 10.38)
  4.  การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนแทนคนบาป (1 โครินธ์ 15; 2 โครินธ์ 5:21)
  5.  การฟื้นขึ้นมาจากความตายฝ่ายร่างกายของพระองค์ (มัทธิว 28:6, ลูกา 24:39, 1 โครินธ์ 15:4)
  6.   การที่พระองค์ได้รับการเชิดชูให้อยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า (กิจการ 1:9-11; 2:33, ฟีลิปปี 2:9-11, ฮีบรู 1:3)
 4. การล้มลงของมนุษย์ในความบาป
            มนุษย์ได้รับการทรงสร้างให้มีแก่นแท้ที่บริสุทธิ์สมบูรณ์ เพราะพระเจ้าตรัสว่า “ ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ” แต่มนุษย์ได้ล้มลงในความบาปด้วยการสมัครใจที่จะล่วงละเมิดต่อพระเจ้า อันเป็นเหตุให้เขาต้องตายฝ่ายร่างกาย และตายฝ่ายวิญญาณซึ่งก็คือการแยกจากพระเจ้าด้วย (ปฐมกาล 1:26-27; 2:17; 3:6 โรม 5:12-19)
5. ความรอดของมนุษย์
            ความหวังเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รับการไถ่บาปคือ โดยทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าที่ได้หลั่งไหลออกมา
   เงื่อนไขในการรับความรอดคือ มนุษย์ได้รับความรอดก็ต่อเมื่อเขากลับใจจากบาปและเชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสตเจ้า
1)   โดย การชำระจากพระเยซูคริสต์ การบังเกิดใหม่และการสร้างใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตลอดจนการเป็นคนชอบธรรมโดยพระคุณเพราะความเชื่อ ผู้เชื่อจึงได้รับชีวิตนิรันดร์และความหวังในมรดกนิรันดร์ (ลูกา 24:47, ยอห์น 3:3 โรม 10:13-15, เอเฟซัส 2:8, ทิตัส 2:11; 3:5-7)
2)     หลัก ฐานภายในที่ยืนยันถึงความรอด คือ คำพยานโดยตรงขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ (โรม 8:16) หลักฐานภายนอกที่ยืนยันให้มนุษย์ทั้งปวงรู้ว่าคนนั้น ๆ ได้รับความรอดแล้วก็คือ ชีวิตแห่งความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง (เอเฟซัส 4:24, ทิตัส 2:12)
6. ศาสนพิธีของคริสตจักร
1)      พิธี บัพติศมาด้วยการจุ่มในน้ำเป็นพิธีที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้สั่งไว้ ทุกคนที่กลับใจใหม่และเชื่อวางใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แล้วควรจะรับบัพติศมาในน้ำ ซึ่งเป็นการ   ประกาศให้โลกรู้ว่าเขาได้ตายแล้วพร้อมกับพระคริสต์ และได้เป็นขึ้นมาจากความตายร่วมกับพระองค์ และพร้อมจะดำเนินชีวิตใหม่ (มัทธิว 28:19, มาระโก 16:16, กิจการ 10:47-48, โรม 6:4)
2)     พิธี มหาสนิทซึ่งใช้ขนมปังและน้ำองุ่นเป็นสัญลักษณ์ แสดงถึงการเข้าร่วมมีส่วนในสภาพของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา (2 เปโตร 1:4) เป็นที่ระลึกถึงพระคุณที่ทรงรับทุกข์ทรมานแทนเรา และเป็นการประกาศการวายพระชนม์ของพระองค์ (1 โครินธ์ 11:26) และเป็นคำพยากรณ์ถึงการเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระองค์ (1 โครินธ์ 11:26) พระคริสตธรรมคัมภีร์สั่งให้ผู้เชื่อทุกคนร่วมในพิธีนี้ “ จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา ”
 
7. การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
            ผู้เชื่อทุกคนมีสิทธิที่จะรับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราควรจะคาดหวังอย่างแรงกล้าและตั้งใจจริงในการแสวงหาตามพระสัญญาและคำสั่ง ของพระเยซูคริสต์เจ้า ซึ่งก็คือ การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่เป็นประสบการณ์ปกติของบรรดาผู้ที่เชื่อในคริสตจักรยุคแรก ผู้ที่รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้รับฤทธิ์อำนาจสำหรับการดำเนิน ชีวิตและการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า เขาจะได้รับของประทานและการใช้ของประทานในงานรับใช้ด้วย (ลูกา 24:49, กิจการ 1:4, 8, 1 โครินธ์ 12:1,31) ประสบการณ์นี้ต่างจากประสบการณ์แห่งการบังเกิดใหม่และเกิดขึ้นหลังจากการ บังเกิดใหม่ด้วย (กิจการ 8:12-17; 10:44-46; 11:14-16; 15:7-9) ผู้เชื่อจะได้รับประสบการณ์อื่น ๆ พร้อมกับการบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย เช่น การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยอห์น 7:37-39, กิจการ 4:8) ความเคารพยำเกรงพระเจ้าที่ลึกซึ้งขึ้น (กิจการ 2:43, ฮีบรู 12:28) การถวายตัวต่อพระเจ้าและการอุทิศตนต่องานรับใช้มากขึ้น (กิจการ 2:42) ตลอดจนกระทั่งความรักที่แข็งขันยิ่งขึ้นต่อพระคริสต์ต่อพระคำของพระองค์ และต่อคนบาปที่หลงหาย (มาระโก 16:20)
8. หลักฐานอย่างแรกทางกายภาพของการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
            การรับบัพติศมาของผู้เชื่อด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น จะเห็นเป็นประจักษ์พยานได้ด้วยการพูดภาษาแปลก ๆ ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทางโปรดให้พูด (กิจการ 2:4) อันเป็นเครื่องหมายทางกายภาพเป็นอย่างแรก การพูดภาษาแปลก ๆ ในกรณีนี้มีแก่นสารเหมือนกับของประทานแห่งการพูดภาษาแปลก ๆ (1 โครินธ์ 12:4-10, 28) แต่มีจุดมุ่งหมายและการใช้ที่แตกต่างกัน
9. การชำระให้บริสุทธิ์
            การชำระให้บริสุทธิ์คือ การแยกตัวออกจากสิ่งที่ชั่วร้ายและอุทิศตัวให้แก่พระเจ้า (โรม 12:1-2, 2 เธสะโลนิกา 5:23, ฮีบรู 13:12) พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนถึงชีวิตแห่งความบริสุทธิ์ซึ่งถ้าขาดเสียแล้วก็จะ ไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฮีบรู12:4) โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงสามารถเชื่อฟังพระบัญชาที่ว่า “ ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์ ” (1 เปโตร 1:15-16) การชำระให้บริสุทธิ์จะเกิดขึ้นเป็นจริงในผู้เชื่อด้วยการที่เขาตระหนักว่า เขาได้เข้าร่วมกับพระคริสต์ในการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนจากความตายของ พระองค์ และโดยความเชื่อเขาถือว่าทุกวันสิ่งนี้เป็นความจริง และด้วยการมอบทุกอย่างให้อยู่ภายใต้การครอบครองของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่าง ต่อเนื่องกัน (โรม 6:1-11; 18:1-2, 12, กาลาเทีย 2:20, ฟีลิปปี 2:12-13, 1 เปโตร 1:5)
10. คริสตจักรและพันธกิจของคริสตจักร
            คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์ เป็นที่ประทับของพระเจ้าโดยพระวิญญาณ และพระเจ้าทรงแต่งตั้งให้กระทำพระมหาบัญชาที่ทรงประทานให้นั้นสำเร็จ ผู้เชื่อทุกคนที่ได้บังเกิดจากพระวิญญาณก็เข้าเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยก ออกจากคริสตจักรซึ่งเป็นชุมชนของบุตรพระเจ้า และทุกคนเป็นผู้มีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์แล้ว (เอเฟซัส 1:22-23; 2:22, ฮีบรู 12:23)
            พระประสงค์ของพระเจ้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นก็คือ การเสาะหาและช่วยผู้ที่หลงหายนั้นให้รอด การให้มนุษย์มนัสการพระองค์ และการสร้างกลุ่มชนผู้เชื่อในพระองค์ตามพระฉายาของพระบุตรของพระองค์ ดังนั้นเหตุผลแห่งการดำรงอยู่อันดับแรกของคณะคริสเตียนสัมพันธ์ในฐานะส่วน หนึ่งของคริสตจักรสากลคือ
1)           เพื่อเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐ (กิจการ 1:8, มัทธิว 28:19-20, มาระโก 16:15-16)
2)           เพื่อ เป็นกลุ่มชนที่สำแดงพระสิริของพระเจ้าได้ (1 โครินธ์ 12:13) เป็นทางผ่านพระประสงค์ของพระเจ้า ในการสร้างกลุ่มชนอันประกอบด้วยธรรมิกชนที่กำลังถูกสร้างขึ้นให้เป็นผู้ใหญ่ ตามพระฉายาของพระบุตรพระเจ้า (เอเฟซัส 4:11-16, 1 โครินธ์ 12:28; 14:12) การดำรงอยู่ของคณะคริสเตียนสัมพันธ์จึงมีจุดเน้นอย่างชัดแจ้งและต่อเนื่อง ตามแบบแผนของอัครฑูตในพันธสัญญาใหม่ด้วยการสั่งสอน และการหนุนใจผู้เชื่อให้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ประสบการณ์นี้ช่วยให้เขาสามารถประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐ ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์พร้อมด้วยหมายสำคัญเหนือธรรมชาติด้วย (มาระโก 16:15-20, กิจการ 4:29-31, ฮีบรู 2:3-4)
3)           เพิ่มมิติที่จำเป็นต่อความสัมพันธ์ซึ่งประกอบด้วยจิตใจแห่งการนมัสการต่อพระเจ้า (1 โครินธ์ 2:10-16)
4)           ช่วย ให้ผู้เชื่อสามารถสนองตอบต่อพระราชกิจอย่างสมบูรณ์ขององค์พระวิญญาณ บริสุทธิ์ อันเป็นการแสดงออกด้วยผลและของประทานฝ่ายวิญญาณ ตลอดจนงานรับใช้ต่าง ๆ เหมือนอย่างในสมัยพันธสัญญาใหม่ซึ่งทำให้เกิดการเสริมสร้างพระกายของพระเยซู คริสต์เจ้า (กาลาเทีย 5:22-26, 1 โครินธ์ 14:12, เอเฟซัส 4:11-12, 1 โครินธ์ 12:28, โคโลสี 1:29)
11. งานรับใช้          
งานรับใช้ต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงเรียกและสอดคล้องกับคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นงานที่ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้เตรียมไว้เพื่อจุดประสงค์ 3 ประการ อันเกี่ยวเนื่องกับคริสตจักร คือ
1)           การประกาศข่าวประเสริฐให้แก่โลก (มาระโก 16:15-20)
2)           การนมัสการพระเจ้า (ยอห์น 4:23-24)
3)           การสร้างชุมชนแห่งธรรมิกชนที่กำลังถูกสร้างตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ (เอเฟซัส 4:11, 16)
 12. การบำบัดรักษาโรคจากพระเจ้า           
 
 
การบำบัดรักษาโรคจาก พระเจ้าเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากข่าวประเสริฐได้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมการปลดปล่อยจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นส่วนหนึ่งในการไถ่บาป ด้วย และการปลดปล่อยนี้เป็นสิทธิพิเศษของผู้ที่เชื่อทุกคน (อิสยาห์ 53:4-5, มัทธิว 8:16-17, ยากอบ 5:14-16)
 
13. ความหวังในความสงบสุข
             การ เป็นขึ้นจากความตายของคนที่ได้ล่วงหลับไปในพระคริสต์ และการเปลี่ยนแปลงกายใหม่ของผู้เชื่อเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาเป็นความหวัง อันใกล้ และจะนำมาซึ่งความสงบสุขชั่วนิรันดร์ของคริสตจักร (1 เธสะโลนิกา 4:16-17, โรม 8.23, ทิตัส 2:31, 1 โครินธ์ 15:51-52)
 14. การครอบครองในยุคพันปี
             การเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระเยซูคริสต์ ครอบคลุมถึงการรับธรรมิกชนขึ้นไป อันเป็นความหวังที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขชั่วนิรันดร์ มนุษย์ทั้งหลายสามารถมองเห็นการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์พร้อมกับธรรมิก ชนเพื่อครอบครองแผ่นดินโลกนี้เป็นเวลาพันปี (เศคาริยาห์ 14:5, มัทธิว 24:27-30, วิวรณ์ 1:7,19:11-14; 20:1-6) การครอบครองในยุคพันปีนี้จะนำความรอดมาสู่ชนชาติอิสราเอล (เอเสเคียล 37:21-22, เคฟันยาห์ 3:19-20, โรม 11:26-27) ตลอดจนการสถาปนาสันติภาพสากลขึ้น (อิสยาห์ 11:6-9, สดุดี 72:3-8, มีคาห์ 4:3-4)
15. การพิพากษาครั้งสุดท้าย
             จะมีการพิพากษาครั้งสุดท้ายสำหรับทุกคน คนไม่เชื่อที่ตายไปแล้วจะเป็นขึ้นมาจากความตายและรับการพิพากษาตามการกระทำ ของตน ผู้ที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือชีวิตจะถูกส่งไปรับโทษทัณฑ์ชั่วนิรันดร์ ในบึงไฟ ซึ่งเผาผลาญด้วยไฟกำมะถันพร้อมกับพญามารและสมุนของมัน รวมถึงสัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเท็จ นี่คือความตายครั้งที่สอง (มัทธิว 25:46, มาระโก 9:43-48, วิวรณ์ 19:20; 20:11-15; 21:8)
16. ท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่         
 
  “ แต่ว่าตามพระสัญญาของพระองค์นั้น เราจึงคอยท้องฟ้าอากาศใหม่และแผ่นดินใหม่ที่ซึ่งความชอบธรรมจะดำรงอยู่ ” (2 เปโตร 3:13, วิวรณ์ 21:22)

 

Last Updated ( Tuesday, 21 July 2009 15:27 )